หากใครที่ติดตามโซเชียลมีเดียของ “ลุงโจ โจน่าทาน” คงจะคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ชายหุ่นล่ำเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสัก แต่กลับมีแววตาใจดี อบอุ่น และมักถ่ายทอดคอนเทนต์ที่สร้างความสุข รอยยิ้ม และความอบอุ่นใจร่วมกับหลานสาวอยู่เสมอ แต่ในเบื้องหลังชีวิตอันแสนอบอุ่นในปัจจุบัน น้อยคนนักจะรู้ว่าชีวิตในอดีตของเขานั้นผ่านมรสุมและจุดต่ำสุดมาอย่างโชกโชน
ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากรายการ Tattoo Brothers สักแต่พูด ที่ลุงโจได้มานั่งคุยเปิดใจเป็นครั้งแรก พร้อมเผยเบื้องหลังงานศิลปะบนเรือนร่างร่วมกับช่างสักคู่ใจ ช่างเสือ สุวรรณรัตน์
ครอบครัวในอดีต และการสูญเสียที่ไม่มีวันลืม
แม้หลายคนจะมองว่าครอบครัวของลุงโจดูเพียบพร้อมและอบอุ่น (น้องสาวคือคุณจ๋า เจ้าของแบรนด์ EVE’S) แต่ลุงโจเล่าว่า ในอดีตนั้นครอบครัวไม่ได้สวยหรูอย่างที่ทุกคนคิด บ้านเคยมีฐานะร่ำรวยมาก่อน แต่แล้วก็เกิดสภาวะล้มละลาย “บ้านแตก” จนทำให้พี่น้องทั้ง 4 คน ต้องแยกย้ายกันไปเติบโตและสู้ชีวิตตามทางของตัวเอง
หนึ่งในเรื่องราวสะเทือนใจที่สุดของครอบครัวคือ การสูญเสียน้องสาว “เจไพรินทร์ พิจิตรดำพล” อดีตนักแสดงในสังกัด RS ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อนในวัยเพียง 30 กว่าปี ลุงโจเปิดเผยว่าน้องเจประสบภาวะโรคซึมเศร้าและดื่มแอลกอฮอล์หนักจนระบบตับไตล้มเหลว ซึ่งในเวลานั้นตรงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 พอดี ทำให้ญาติไม่สามารถเข้าเยี่ยมในโรงพยาบาลได้เลย ซึ่งเป็นภาพความทรงจำที่ติดตาและสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวอย่างมาก
จากจุดต่ำสุดในบ้านเช่าที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า สู่ความพยายามเปลี่ยนชีวิต
ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของลุงโจ คือตอนที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเช่าแถวเพชรเกษม ซอย 6 ในสภาพที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาใช้เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ในตอนนั้นสมาชิกในบ้านต่างต้องแยกย้ายออกไปหางานทำ ลุงโจประทังชีวิตด้วยข้าวแกงถุงละ 20 บาท นำมาแบ่งกินถึง 3 มื้อ และได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทที่คอยซัพพอร์ตเรื่องอาหาร รวมถึงบ้านตรงข้ามที่ใจดีให้ไปอาศัยอาบน้ำ
แต่ด้วยความคิดที่ว่า “เราสามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้ เอาตัวเองขึ้นมาจากตรงนั้นดีกว่า” ลุงโจจึงสู้ทุกงานที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น:
- รับจ้างล้างแอร์ตามบ้าน
- ทำงานในโรงงานฉีดพื้นรองเท้า ย่านพุทธมณฑล
- เป็นสตาฟฟ์แบกของและจัดบูธออร์กาไนเซอร์ ซึ่งจุดนี้เองที่ผู้ใหญ่เห็นแววในความหล่อสไตล์ฝรั่ง จึงได้โอกาสแคสติ้งเป็น Pretty Boy และ MC ให้กับแบรนด์น้ำหอมระดับโลกอย่าง Estée Lauder
- พ่อค้าขายรองเท้าหนังแฟชั่นเกาหลีที่สยามสแควร์
- เซลส์ขายรถยนต์ยุโรปแบรนด์หรู ยาวนานถึง 12 ปี
จุดพลิกผันสู่เส้นทาง Influencer “โจน่าทาน”
จุดเปลี่ยนอาชีพจากการเป็นเซลส์รถยนต์เกิดขึ้นเมื่อน้องสาวลุงโจเข้าขั้นวิกฤตในห้อง ICU แต่หัวหน้างานในขณะนั้นไม่อนุมัติให้ลาเนื่องจากเป็นเรื่องกระทันหัน ลุงโจจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกทันทีเพื่อไปอยู่เคียงข้างครอบครัว หลังจากออกจากงาน ลุงโจตัดสินใจลองก้าวเข้าสู่เส้นทาง Influencer เต็มตัวในช่วงโควิด-19 โดยปีแรกไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว ต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดผ่อนคอนโดและรถยนต์
คอนเทนต์เริ่มต้นของช่องใช้ชื่อว่า “โจน่าทาน” (พ้องเสียงมาจากชื่อ Facebook ส่วนตัว โจ โจนาธาน กับคำว่า น่าทาน) เน้นการรีวิวอาหารที่เขาชอบกิน ต่อมาเมื่อช่องอาหารเริ่มอิ่มตัว ลุงโจจึงปรับกลยุทธ์ทำ Personal Branding นำเสนอการดูแลตัวเองในวัย 40+ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิต จนกลายเป็นพื้นที่ส่งต่อพลังบวก (Positive Thinking) หลีกเลี่ยงความหยาบคายและเนื้อหาด้านลบ เพื่อให้คนดูเสพแล้วสบายใจและจรรโลงใจมากที่สุด
ศิลปะบนเรือนร่าง: รอยสัก Blackwork , Mandara
ลุงโจหลงใหลในรอยสักมาตั้งแต่อาการอายุ 20 ปี แต่เพิ่งเริ่มศึกษาจริงจังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา จากการดูรีวิวบน YouTube จนได้มารู้จักกับรายการของพี่ปอ และประทับใจในฝีมือของ ช่างเสือ สุวรรณรัตน์
โจทย์สุดท้าทายที่ส่งต่อให้ช่างสัก: ลุงโจเดินเข้าไปหาช่างเสือด้วยโจทย์ที่ขัดแย้งกันในตัว คือ “ชอบงานสไตล์ญี่ปุ่น แต่ไม่เอาตัวละคร (เช่น มังกร คาบูกิ) และชอบงานสไตล์ของช่างเสือ (Ornamental / Mandala) แต่ไม่อยากได้ลวดลายมันดาร่าแบบเดิมๆ”
ช่างเสือจึงออกแบบงานคัสตอมในรูปแบบ Geometric / Dotwork Blackwork โดยใช้แรงบันดาลใจหลักจาก “ธรรมชาติ” เช่น สายน้ำ สายลม ก้อนเมฆ และดอกไม้ มาจัดวางโครงสร้างให้อยู่ในรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งข้อดีของลุงโจคือมีมัดกล้ามเนื้อที่ชัดเจนและผิวดี (แคนวาสคุณภาพเยี่ยม) ทำให้การดึงมิติภาพและการเฟดน้ำหนักดำ-เทา ออกมาได้อย่างประณีตและดูนุ่มนวล (Soft) ไม่ดุดันจนเกินไป แต่เต็มไปด้วยงานศิลปะชั้นสูง
เทคนิคการทำงานร่วมกัน: ช่างเสือและลุงโจจะนัดออกแบบงานกันแบบ “อาทิตย์ต่ออาทิตย์” โดยช่างเสือจะให้เกียรติลูกค้าด้วยการทำช้อยส์ให้เลือก 1, 2, 3 และพร้อมปรับเปลี่ยนไอเดียหน้างานเสมอ เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มสักครั้งแรก
จากการตัดสินใจทำรอยสักแบบเต็มแขน (Full Sleeve) ยาวไปจนถึงบริเวณหน้าอก ลุงโจได้ฝากข้อคิดที่สำคัญสำหรับคนที่กำลังลังเลหรือคิดจะเริ่มสักไว้ดังนี้:
- วางแผนขนาดและพื้นที่ให้ดีตั้งแต่แรก: เดิมทีลุงโจตั้งใจจะสักแค่แขนสั้นช่วงบน แต่ช่างเสือแนะนำว่าหากคิดจะต่อลายให้เต็มแขนในอนาคต ควรวางโครงสร้างเต็มแขนไปเลยตั้งแต่แรก เพราะการตัดขอบลายครึ่งๆ กลางๆ จะทำให้การมาต่อลายทีหลังทำได้ยากและไม่สวยงาม
- เลือกช่างสักให้ถูกกับสไตล์งาน: รอยสักจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ช่างสักแต่ละคนมีความชำนาญเฉพาะทางที่ไม่เหมือนกัน อย่าคิดว่าช่างคนไหนก็สักได้เหมือนกันหมด ต้องศึกษาพอร์ตโฟลิโอและเลือกช่างที่ถนัดสไตล์นั้นจริงๆ
- การดูแลหลังสักคือหัวใจสำคัญ: โดยเฉพาะงานสไตล์ Dotwork หรือรอยสักที่มีรายละเอียดเม็ดสีประณีต การดูแลหลังสักมีผลต่อการติดของสีอย่างมาก หากดูแลไม่ดีสะเก็ดแผลลอกไว สีอาจจะติดไม่ครบหรือจางหายไปเลย ลุงโจจึงย้ำว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรอยสักโดยเฉพาะ เพื่อให้แผลหายดี เจ็บแล้วจบ และได้งานที่สวยงามสมบูรณ์แบบอยู่กับเราไปตลอดชีวิต
สรุปมุมมองชีวิตและการสร้างคุณค่า
เรื่องราวของ ลุงโจ โจน่าทาน เป็นตัวอย่างของการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จากเด็กซ่าฝั่งธนฯ ที่เผชิญวิกฤตครอบครัวล่มสลายและเคยเดินผ่านจุดที่มืดมิดที่สุด แต่เขาสามารถดึงตัวเองกลับมา พัฒนาทักษะ และสร้างคุณค่าใหม่ในฐานะ Influencer ที่ส่งต่อพลังบวกให้กับสังคม รวมถึงเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ทำให้สังคมเปิดใจมอง “ผู้ที่มีรอยสัก” ในมุมมองที่สร้างสรรค์ อบอุ่น และงดงามในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่งบนเรือนร่าง





